ขนมไทย

posted on 23 Jan 2009 12:32 by t-nimit09

     

                                                                

 ยีเนื้อลูกตาลกับน้ำ ใส่ถุงผูกผ้าให้น้ำของตาลหยด เหลือแต่เนื้อตาลล้วน ค้างคืนไว้
24 ชั่วโมง 

ตวงกะทิ 3 ถ้วยผสมกับน้ำตาลตั้งไฟพอเดือด ยกลงพักไว้ให้อุ่น

 นวดแป้งกับเนื้อตาลให้เข้ากันค่อย ๆ ใส่กะทิลงนวดทีละน้อย จนแป้งนุ่มพักแป้ง
ประมาณ 3-4 ชั่วโมง

 ตัดใบตองทำกระทง 2 มุม ตักขนมหยอดหรือใส่ถ้วยตะไล โรยหน้าด้วยมะพร้าว
ขูดผสมเกลือ นึ่งไฟแรงประมาณ 15 นาที ขนมสุกยกลง

 

ส่วนผสม
แป้งข้าวเจ้า        4 1/2
เนื้อลูกตาลสุกยี        1
กะทิ                  4 1/2
น้ำตาลทราย            3


ถ้วยตวง
ถ้วยตวง
ถ้วยตวง
ถ้วยตวง
 

โรยหน้า
มะพร้าวทึมทึกขูด       3
เกลือ                       1


ถ้วยตวง
ช้อนชา

 
                       
     

สมุนไพรไทย

posted on 21 Jan 2009 11:12 by t-nimit09

กระชาย



       ชื่อสามัญ / ชื่ออังกฤษ    Boesenbergia

       ชื่อวิทยาศาสตร์    Boesenbergia pandurata (Roxb.) Schltro

       วงศ์     Zinggiberaceae

       ชื่ออื่น / ชื่อท้องถิ่น    กะแอน ระแอน (ภาคเหนือ) ขิงทราย (มหาสารคาม) ว่านพระอาทิตย์ (กรุงเทพ)

       ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

       กระชายเป็นพืชล้มลุก มีเหง้าหรือลำต้นอยู่ใต้ดิน ซึ่งมีลักษณะเรียวยาว อวบน้ำ ตรงกลางเหง้าจะพองคล้ายกระสวย ออกเกาะกลุ่มกันเป็นกระจุก มีสีน้ำตาลหรือน้ำตาลแกมส้ม กระชายมีอยู่สามชนิด คือ กระชายเหลือง กระชายดำ และกระชายแดง แต่คนนิยมให้กระชายเหลืองมากกว่าชนิดอื่น ใบกระชายเป็นใบเดี่ยวออกสลับกัน สีค่อนข้างแดง ใบมีขนาดยาวรีรูปไข่ ปลายใบแหลมมีขนาดใหญ่สีเขียวอ่อน โคนใบเป็นกาบหุ้มซ้อนกัน ออกดอกเป็นช่อที่ยอด ดอกมีสีขาวหรือขาวปนชมพู ผลของกระชายเป็นผลแห้ง นิยมปลูกเป็นพืชสวนครัว


       ถิ่นกำเนิด             อินเดีย - มาเลเซีย


       สารสำคัญที่พบ

       รากและเหง้าของกระชายมีน้ำมันหอมระเหยซึ่งประกอบไปด้วยสารไพนีน (Pinene) แคมฟีน (Camphene) เมอร์ซีน (Myrcene) ไลโมนีน (Limonene) บอร์นีออล (Borneol) และการบูร (Camphor) เป็นต้น

       สรรพคุณ

       กระชายมีรสเผ็ดร้อน สารสำคัญในรากและเหง้ากระชายมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียในลำไส้ ช่วยขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยเจริญอาหารและแก้โรคในช่องปาก และเป็นยาอายุวัฒนะ

       วิธีใช้เพื่อเป็นยา / ประโยชน์อื่น

       1. แก้บิด ท้องร่วง ท้องเสีย นำรากกระชายย่างไฟให้สุก ตำให้ละเอียดผสมน้ำปูนใสในอัตราส่วน กระชายแก่ 4 หัว ต่อน้ำปูนใส 5 ช้อนแกง คนให้เข้ากันดีแล้วคั้นเอาแต่น้ำดื่มครั้งละ 3-5 ช้อนแกง ทุกครั้งที่ถ่าย เมื่ออาการดีขึ้นให้กินวันละ 3 ครั้ง เช้า กลางวัน เย็น เมื่อหายแล้วกินต่ออีก 1-2 วัน วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น

       2. รักษาโรคริดสีดวงทวาร ต้มกระชายพร้อมมะขามเปียก เติมเกลือแกงเล็กน้อย รับประทานก่อนนอนทุกวัน

       3. ช่วยบำรุงกำลัง เป็นยาอายุวัฒนะ ตำรากกระชาย 1 กำมือให้ละเอียด คั้นเอาแต่น้ำ ผสมกับน้ำผึ้งในอัตราส่วนที่เท่ากัน รับประทานก่อนอาหารเย็น 1 ชั่วโมง ครั้งละประมาณ 1 ถ้วยชา

       4. ช่วยบำรุงหัวใจ กระตุ้นให้หัวใจเต้นสม่ำเสมอ นำรากกระชายแก่ ปอกเปลือกหั่นเป็นชิ้นเล็ก ตากแดดให้แห้ง บดให้เป็นผงเก็บไว้ละลายกับน้ำร้อนดื่มแก้อาการเป็นลม

       5. ไล่แมลง ใช้รากกระชาย ตะไคร้ หอมแดง ข่า ใบสะเดาแก่ ตำผสมกัน ผสมน้ำฉีดในบริเวณที่มีแมลงรบกวน

       ส่วนที่ใช้ประกอบอาหาร

       เหง้าและราก

       วิธีใช้ในการประกอบอาหาร

       รากกระชายเป็นส่วนผสมของเครื่องแกง ขนมจีนน้ำยา และเป็นส่วนประกอบของขนมอีกหลายชนิดเพื่อดับกลิ่นคาวเนื้อและปลา เช่น ผัดเผ็ดปลาดุก แกงเผ็ดเนื้อ แกงป่า หลนปลาร้า ฯลฯ
 

หน้าไหนผิวก็สวย

posted on 20 Jan 2009 09:58 by t-nimit09
"ต้อนรับหน้าหนาว"  คราวนี้เรามารู้จักวิธีดูแลผิวหน้าหนาวกันดีกว่าเนอะ...

 

1. ใช้ครีมกันแดดในวันฟ้ามัว ควรใช้ SPF 15 - 30 ก็เพียงพอแล้วค่ะ เอาไว้จะบอกเรื่อง การเลือกครีมกันแดดอีกทีนะคะ...

2. อย่าอาบน้ำอ้อยอิ่งกันนะค่ะ พออากาศหนาว สาวๆก็ต้องปรับอุณหภูมิน้ำให้ร้อนขึ้น เพราะฉะนั้นสาวๆไม่ควรนอนแช่น้ำที่ร้อนขึ้นในอ่างอาบน้ำนานๆนะคะ รวมถึงสาวๆที่อาบแบบฝักบัวด้วยค่ะ ต้องระวังเรื่องความร้อนของน้ำ อย่าให้สูงมาก เพราะความร้อนจะไปลดความชุ่มชื้นของผิว ทำให้ผิวแห้ง แตกเป็นขุย และทำให้ผิวอ่อนแอเป็นสาเหตุให้ผิวระคายเคืองได้ง่ายค่ะ

3. ลดการใช้ส่วนผสมของกรดต่างๆ และ แอสทริงเจ้นท์ (astringents) สำหรับหน้าหนาว สาวๆอาจต้องลดการใช้ครีมที่มีส่วนผสมของ AHA (Alpha Hydroxy Acid) ลงบ้าง เพราะผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะช่วยผลัดผิว ซึ่งอาจทำให้ระคายเคืองได้ง่ายในสภาพอากาศแห้งและเย็น

4. เติมความชุ่มชื้น อากาศแห้ง ผิวก็แห้งนะคะ สาวๆอาจเติมความชุ่มชื้นให้ผิวด้วยสเปรย์ สำหรับพ่นบำรุงผิวทั้งหลายระหว่างวัน เพื่อความสดชื่นและบรรเทาอาการแห้งของริมฝีปากด้วยค่ะ

5. อย่าลืมดูแลเท้า มั่วแต่ดูแลผิวหน้า ผิวกาย พอจะใส่รองเท้าเปิดส้นก็เจอส้นเท้าแตกเป็นร่องๆเลย เพราะฉะนั้นอย่าลืมขัด (scrub) เท้ากันบ้าง อาจด้วยผลิตภัณฑ์ที่ทำออกมาเพื่อเท้าโดยเฉพาะ แช่เท้าในน้ำอุ่นแล้วก็ขัดผิวให้เซลล์ที่ตายแล้วหลุดลอกออกไป แล้วบำรุงด้วยครีม

6. ฟื้นฟูริมฝีปากที่แห้งผาด ถ้าอากาศเย็นๆสีของริมฝีปากซีด แถมความแห้ง ยังทำให้ปากแตกด้วยอีก เพิ่มความชุ่มชื้นด้วยลิปปาล์ม (lip balm) สูตรเข้มข้น หรือลิปปาล์มที่ช่วยลดร่องบนริมฝีปากก็ได้

7. ดูแลเส้นผม วิธีที่สะดวกรวดเร็วคือใช้พวก คอนดิชั่นเนอร์แบบไม่ต้องล้างออกลูบลงไปบนเส้นผม จะช่วยลดผมพองฟูได้

8. แต่งผิวให้ดูสุขภาพดี สุดท้ายถ้าผิวยังดูซีดเซียว เหมือนคนป่วยอีก ก็ต้องพึ่งเมตอัพกันหน่อยแล้วค่ะ ปัดแก้มโทนชมพูให้ดูมีเลือดฝาดนิดๆ แล้วเติมกลอสหน่อยก็ดูสวยใสรับหน้าหนาวได้แล้วค่ะ...